แชร์บทความนี้!

SEO สำหรับ Landing Page 

วันนี้เราจะมาพูดถึงองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของ Landing Page ที่ควรปรับแต่งให้เหมาะสม เพื่ออันดับผลการค้นหาที่ยอดเยี่ยมจากการทำ SEO บน Google Search กัน

Landing Page คืออะไร

หลายคนอาจจะสงสัยว่า Landing Page นั้นหมายถึงหน้าไหนในเว็บไซต์ของเรา ผมจะพูดให้เข้าใจกันง่าย ๆ ก็แล้วกันนะครับ Landing Page คือ “หน้าเว็บที่สร้างขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อการทำอันดับในแต่ละ Keywords (คีย์เวิร์ด) หลักที่เราต้องการให้เว็บไซต์มีอันดับบนผลการค้นหาของ Google รวมทั้งเป็นหน้าที่ใช้อธิบาย สินค้าหรือบริการหลักของธุรกิจเรา” (ปกติในแนวทางของผมจะทำ SEO เป็นหน้าไป ๆ โดยเน้นที่หน้า Landing Page หลัก ในกลุ่มคีย์เวิร์ดที่แตกต่างกัน ไม่ได้ทำทั้งเว็บไซต์)

ยกตัวอย่าง เช่นเราทำ “เว็บไซต์ขายเฟอร์นิเจอร์”

เฟอร์นิเจอร์มีหลายชนิด ในเคสนี้ผมจะทำ Landing Page สำหรับชนิดหลัก ๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายก็แล้วกันนะครับ คือ

ยกตัวอย่าง ผมจะแยก Landing Page เพื่อการทำอันดับเป็น 2 หน้าด้วยกัน สำหรับ 2 กลุ่มคีย์เวิร์ด คือ

  1. เฟอร์นิเจอร์ภายใน
  2. เฟอร์นิเจอร์ภายนอก

องค์ประกอบพื้นฐาน Landing Page

ปรับแต่ง Landing Pages

(ภาพประกอบจาก : link-assistant.com)

การปรับแต่ง Landing Page

1. Proper URL formatting

การจัดรูปแบบ URL หรือ Slug ที่ถูกต้อง จุดนี้เป็นจุดแรกที่บอทของ Google จะทำการจัดทำดีชนีย์ในการค้นหา (บอทจะอ่านข้อมูลจากส่วนบนสุดของหน้าเว็บลงมาล่างสุด)

“URL หรือ Slug ของเราควรมี Keywords (คีย์เวิร์ด) ที่เราต้องการทำอันดับอยู่ภายใน” และคีย์เวิร์ดควรอยู่ใน Slug ลำดับที่ 1-2 ต่อจากชื่อโดเมน ( ลำดับที่ 1 จะส่งผลดีที่สุด) นี่คือตัวอย่างของ Slug ที่เหมาะสมตามประสบการณ์ของผม

ตัวอย่าง – สำหรับเว็บบริษัททั่วไป (Company Website) หรือเว็บที่มีบริการไม่ซับซ้อน

http://example.com/รับทำเว็บไซต์/
http://example.com/รับทำ-SEO/

ตัวอย่าง – สำหรับเว็บอีคอมเมิร์ช (Ecommerce Website) ที่มีสินค้าหรือบริการย่จำนวนมาก

http://example.com/ไอโฟน-8-plus/
http://example.com/เฟอร์นิเจอร์ภายใน/โซฟา/

ตัวอย่างสุดท้ายจะเป็น Slug แบบ 2 ระดับ สังเกตได้ว่าแต่ละลำดับจะคั่นด้วย / (สแลช)

2. Relevant, keyword-rich title

“ชื่อหัวเรื่อง (Tittle) ของเราควรมี Keywords (คีย์เวิร์ด) ที่เราต้องการทำอันดับอยู่ภายใน”

ตัวอย่าง – วางคีย์เวิร์ดไว้ตั้งแต่ต้นจะส่งผลดีที่สุด รองลงมาคือตรงกลางหัวเรื่อง และท้ายหัวเรื่อง

Furniture SEO Guideline

3. Schema markup

“การปรับแต่งสคีมามาร์กอัปให้เหมาะสมกับชนิดของเว็บไซต์”

Schema Markup และ Structured Data ใช้ในการช่วยอธิบายให้บอทได้เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเรา เป็นเว็บไซต์ประเภทใด ขายสินค้า หรือให้บริการประเภทใด เปิด-ปิด วันและเวลาใด รวมถึงข้อมูลการติดต่อเบื้องต้น หรือจะใช้สำหรับการรีวิวสินค้าของเราก็ได้ (อันนี้เรียกว่า Rich Snippets ตัวอย่างภาพด้านล่าง)

Google Search Snippet

(ภาพประกอบจาก : link-assistant.com)

ดูวิธีการใช้งานและตัวอย่างโค้ดที่ใช้ในการปรับแต่งสำหรับเว็บไซต์แต่ละประเภทได้ที่เว็บไซต์หลัก : http://schema.org/

สำหรับคนที่ใช้ WordPress มีปลั๊กอินให้ใช้งานเลือกตามความสะดวกได้เลยครับ

4. Breadcrumbs

ชุดของลิงค์นำทางมีประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้งานที่ช่วยบอกว่าคุณกำลังอยู่ในส่วนใดของเว็บไซต์ และยังช่วยให้บอทของ Google ไต่ไปเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้น

เว็บไซต์บุญถาวร

(ภาพประกอบจาก : boonthavorn.com)

5. Internal site search

“เครื่องมือการค้นหาภายใน ช่วยลดอัตตราการตีกลับ (Bounce Rates) หรือลดอัตราการออกจากเว็บของผู้ใช้ และเก็บบันทึกข้อมูลการค้นหา”

คุณสามารถใช้ร่วมกับ Google Analytics ได้ด้วยการติดตั้งโค้ดติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ในส่วนของ เครื่องมือค้นหาภายใน ทำให้สามารถดูข้อความค้นหาที่ผู้ใช้ป้อนลงในแถบการค้นหาของคุณได้อย่างง่ายดาย ทำให้เราทราบถึงพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้ รูปแบบคีย์เวิร์ดที่พวกเขาใช้ ความสนใจสินค้าและบริการอื่น ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สำหรับเว็บไซต์ของเรา

บุญถาวร

(ภาพประกอบจาก : boonthavorn.com)

6. Optimized headings (H1-H2)

“หัวข้อในเนื้อหาเป็นอีกส่วนสำคัญที่ควรมี Keywords (คีย์เวิร์ด) อยู่ด้วย”

สำหรับผมจะเน้นการมี Keywords (คีย์เวิร์ด) ใน H1 และ H2 เป็นหลัก โดยเราสามารถมี H1 หรือ H2 จำนวนเท่าไรก็ได้ (ตามความเหมาะสมและความยาวของเนื้อหา) โดยการกระจายคีย์เวิร์ดในชุดที่ผมโฟกัสแต่ละหน้าลงไป (เฟอร์นิเจอร์ภายใน, ชนิดของเฟอร์นิเจอร์ภายใน, การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ภายใน, วิธีทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ภายใน)

ยกตัวอย่าง

Guide SEO Title Tag

มุมมองแบบ HTML

Title Tag Guide SEO

7. Keywords in the main content

“คีย์เวิร์ดสำคัญควรมีอยู่ในเนื้อหาในเนื้อหา” นอกจากใน URL, Title, H1-H2 แล้วผมจะทำการกระจายคีย์เวิร์ดที่เกียวข้อง ในชุดคีย์เวิร์ดสำหรับแต่ละหน้าลงไป ในแบบที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ยกตัวอย่าง บทความเกี่ยวกับ “การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์” จากเว็บไซต์ Sanook.com

Furniture Keywords

จะสังเกตได้ว่ามีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับ “เฟอร์นิเจอร์” กระจายอยู่ทั่วบทความ

8. Content length

“ความยาวของเนื้อหา ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ดีต่อคนและดีต่อบอท” บทความยิ่งยาวยิ่งดีครับ ยาวแล้วต้องน่าอ่านเป็นมิตรกับผู้อ่านด้วย ยิ่งบทความเรายาวกว่าคู่แข่งเท่าไรเราก็ยิ่งได้เปรียบในการจัดอันดับมากเท่านั้น บอทของ Google จะให้ความสำคัญกับหน้า Landing Page ที่มีจำนวนเนื้อหามาก กว่าหน้าที่มีเนื้อหาน้อยและไร้ประโยชน์ต่อผู้อ่าน (ตัวอย่างการเขียนบทความภาษาไทยให้มีคุณภาพ โดย Content Shifu)

นับจำนวนคำของเนื้อหาหรือบทความได้ที่นี่สำหรับเว็บไทย

เนื้อหาที่ทรงพลังที่สุดจะอยู่ที่ 2000 คำขึ้นไป ตามสถิติของ SerpIQ

SerpIQ

อันที่จริงแล้ว ประมาณ 500-1500 คำ สำหรับเว็บไทยก็เป็นอันใช้ได้แล้วครับ

9. Multimedia

“รูปภาพและวิดีโอ ช่วยประสบการณ์ของผู้ใช้ และยังสามารถใช้องค์ประกอบภายใน ให้เป็นประโยชน์กับการทำ SEO อีกด้วย”

การปรับแต่ง Alt tags และ Title tags บนรูปภาพ (Image Optimization) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO, เป็นการอธิบายว่าภาพนั้น ๆ ที่คุณใช้ในบทความ เป็นภาพเกี่ยวกับอะไร มีความเกี่ยวข้องกับบทความหรือไม่ หากคุณโชคดีภาพของคุณอาจจะติดอันดับ “การค้นหาสำหรับรูปภาพ” บน Google ก็ได้

ยกตัวอย่าง รูปภาพบน WordPress นอกจาก Alt tags และ Title tags แล้วเรายังสามารถเขียนอธิบายภาพเพิ่มเติมได้ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร

Furniture SEO

10. Above-the-fold content

“เนื้อหาครึ่งหน้าบน สิ่งที่ดึงดูดบอทและผู้อ่านให้อยู่ต่อ” ในทำนองเดียวกันกับการออกแบบโฆษณาเป้าหมายคือการทำให้เนื้อหาสะดุดตาและน่าสนใจมากพอที่ผู้เยี่ยมชมจะอ่านต่อ

เนื้อหาในครึ่งหน้าบนเป็นส่วนที่เราควรวาง Keywords (คีย์เวิร์ด) ที่เกี่ยวข้องไว้ (อย่างที่บอกว่าบอทอ่านจากด้านบนเว็บไซต์ลงมาด้านล่าง) และเขียนเนื้อหาที่น่าสนใจชวนให้ผู้ชมอ่านเนื้อหาของเราต่อ

รูปแบบที่เหมาะสม

Page Layout SEO

(ภาพประกอบจาก : link-assistant.com)

11. External links

“Landing Page ควรมีลิงค์เชื่อมโยงไปยังหน้าภายนอก และเว็บไซต์ภายนอก” เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะเชื่อมโยงลิงค์ไปยังหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องในเว็บไซต์ของเรา (ปกติผมเชื่อมไปหน้าอื่น ๆ 2-3 ลิงค์)

เช่น ในหน้าที่พูดถึง เฟอร์นิเจอร์ภายใน -> โซฟา, เฟอร์นิเจอร์ภายใน -> เก้าอี้ เป็นต้น ช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเราสามารถหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น รวมถึงสร้างทางเดินให้กับบอท ไปเก็บข้อมูลในหน้าที่เกี่ยวข้อง

และจะทำการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ภายนอก 1 ลิงค์ (ไม่เกินนี้ดีที่สุด) เช่น เว็บไซต์ที่มีหน้าเกี่ยวข้องกับ วัสดุที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น เพื่อสร้างความสมดุลของลิงค์ภายในและภายนอก (มีลิงค์เข้าต้องมีลิงค์ออก)

การทำลิงค์ขาออก จะแสดงให้ Google ทราบว่าหน้าเว็บของคุณเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่มีคุณภาพ Google ไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าการทำแบบนี้จะช่วยเพิ่มการจัดอันดับ แต่ด้วยประสบการณ์ของผู้ทำ SEO หลายคนเชื่อว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ดี

12. Social share buttons

“ปุ่มแชร์ไปยังโซเชียลเน็ตเวิร์ค ไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ แต่ช่วยให้เนื้อหาของคุณผ่านตาผู้คนมากยิ่งขึ้น” และยิ่งคุณมีผู้เข้าชมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะช่วยให้มีการเชื่อมโยงกลับมามากเท่านั้น ดังนั้นอย่าลังเลที่จะวางปุ่มแชร์ไปยังโซเชียลเน็ตเวิร์คไว้อย่างชัดเจนในเว็บไซต์แต่ละหน้าของคุณ จากผลการศึกษาของ BrightEdge (ผู้ให้บริการ SEO Platform) พบว่าปุ่มแชร์ที่โดดเด่นสามารถเพิ่มการแชร์เนื้อหาได้ถึง 700%

13. Mobile friendliness

“การแสดงผลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ยอดเยี่ยม จำเป็นอย่างมากกับการทำอันดับในหน้าแรกของผลการค้นหาผ่านมือถือในปัจจุบัน”

ด้วยการค้นหามากกว่าครึ่งหนึ่งของ Google มาจากอุปกรณ์เคลื่อนที่, ปัจจุบัน Google มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงผลการค้นหาบนมือถือ (แยกอันดับผลการค้นหาออกจาก Desktop) เว็บไซต์ที่ดีต้องมีการแสดงผลที่เป็นมิตรกับอุปกรณ์เคลื่อน และกลายเป็นสิ่งที่ทุกเว็บไซต์ต้องปฏิบัติ หากหน้าเว็บของคุณไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ อันดับผลการค้นหาบนมือถือของคุณอาจหายไป

14. Page speed

“เว็บโหลดไว มีชัยไปกว่าครึ่ง” ความเร็วของหน้าเว็บ หมายถึงระยะเวลาที่หน้าเว็บต้องโหลดข้อมูลมาแสดงผลให้เราดูอย่างสมบูรณ์ ความเร็วของหน้าเว็บขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่โฮสต์ไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างของโค้ดบนเว็บไซต์ การใช้งานสคริปต์ (Script) ต่าง ๆ ขนาดของรูปภาพ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องปรับปรุงด้วยการลดขนาดของพวกมันเพื่อให้หน้าเว็บสามารถโหลดได้เร็วขึ้น

“ความเร็วของหน้ามีความสำคัญกับ Google”

Google ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาใช้ความเร็วหน้าเว็บในการจัดอันดับผลการค้นหาด้วยอัลกอริทึม และยิ่งไปกว่านั้นความเร็วหน้าเว็บยังสามารถส่งผลต่อ SEO ของคุณได้โดยทางอ้อม บอทจะรวบรวมข้อมูลได้น้อยลงหากเว็บไซต์ของคุณช้า เนื่องจากงบประมาณในการรวบรวมข้อมูลที่จัดสรรไว้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการจัดทำดัชนีเว็บไซต์ของคุณ

“ความเร็วของหน้ามีความสำคัญกับผู้เข้าชม”

แม้ว่าความเร็วของหน้าจะมีความสำคัญต่อ Google และสำหรับการจัดอันดับ แต่ก็ส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ด้วย ประสบการณ์การใช้งานที่ดีของผู้ใช้มักนำไปสู่การปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น หน้าเว็บที่ช้ามีแนวโน้มที่จะมีอัตราตีกลับ (Bounce Rates) สูงขึ้นและลดเวลาเฉลี่ยของการอยู่ในหน้าเว็บ

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าหากเว็บไซต์ของคุณโหลดช้าไปแม้เพียง 1 วินาที อาจจะทำให้เว็บไซต์คุณสูญเสียการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ถึง 7% ทดสอบความเร็วหน้าเว็บได้ที่นี่

“นี่เป็นเพียงเทคนิคการปรับแต่งขั้นพื้นฐานเท่านั้นครับ ยังมีให้ปรับแต่งได้อีกเยอะ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับคนที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับ SEO ไม่มากก็น้อยนะครับแล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า…สวัสดีครับ “

Landing Page SEO องค์ประกอบพื้นฐานสำคัญที่ควรปรับแต่ง
5 (100%) 3 vote[s]

แชร์บทความนี้!

แสดงความคิดเห็น

shares