10 ข้อควรรู้ก่อนจ้างบริษัทรับทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก Google ปี 2021

แชร์บทความนี้!

ในการทำการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องของการทำ SEO ถือเป็นเทคนิคสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการทำให้เว็บไซต์ของตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจได้ลูกค้า สร้างยอดขายได้มากขึ้น

ซึ่งการทำ SEO ในปัจจุบันก็มีตัวช่วยมากมาย คุณสามารถศึกษาและเริ่มลงมือทำเองก็ได้ หรือคุณจะเลือกใช้การจ้างผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO ก็ได้เช่นกัน ที่ต้องบอกว่าวิธีดังกล่าวกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะประหยัดเวลาและเห็นผลลัพธ์ดีกว่า

แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มมองหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อจ้างทำ SEO นั้นคุณควรต้องศึกษาสิ่งจำเป็น 10 ข้อที่คุณควรรู้และทำความเข้าใจก่อนจ้างบริษัทในการรับทำ SEO ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คุณถูกเอาเปรียบ ถูกโกงจากผู้ที่ไม่หวังดีหรือผู้ที่ต้องการเอาเปรียบธุรกิจคุณ โดยทั้ง 10 ข้อที่ว่า มีรายละเอียดดังนี้

How Important Is SEO This Year

สารบัญเนื้อหา เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการ

1. SEO คืออะไร ?

SEO (Search Engine Optimization) คือ กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มจำนวนการเข้าชม (Traffic) จากผลการค้นหาในคำค้นหาแต่ละคำ ให้เหมาะสมกับ Search Engine เช่น Google, Bing และ Yahoo โดยอาศัยเทคนิคการปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ให้ตรงกับเกณฑ์การพิจารณาอันดับการแสดงผลของ Search Engine นั้น ๆ 

หรือพูดง่าย ๆ SEO คือเทคนิคในการทำให้เว็บไซต์ของคุณ ติดอันดับการค้นหาอันดับต้น ๆ (หน้าแรก) ของ Search Engine นั่นเอง โดยยิ่งเว็บไซต์ของคุณทำอันดับบนหน้าการค้นหาในคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการได้ดีมากเท่าไร โอกาสที่ผู้ใช้งานหรือว่าที่ลูกค้าจะเห็นเว็บไซต์ของคุณก็มีมากขึ้นเท่านั้น

ซึ่งในการทำ SEO นั้นจะมีหลักการที่สำคัญ คือ การปรับแต่งให้เว็บไซต์ของคุณมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้คนค้นหา เช่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องและต้องมีคีย์เวิร์ด (Keyword) อยู่ในคอนเทนต์ รวมทั้ง ปรับแต่งส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ให้สามารถตอบคำถามที่ผู้ใช้งานค้นหาได้ดีที่สุด

อ่านเพิ่มเติม: SEO คืออะไร ? สำคัญอย่างไร สิ่งที่ควรรู้ อธิบายแบบง่าย ๆ

2. SEO สำคัญไหม ?

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของธุรกิจคุณสามารถแสดงผลอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าการค้นหาในคีย์เวิร์ดนั้น ๆ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเข้ามาเจอเว็บไซต์ของคุณ ผ่านการค้นหาบน Search Engine 

ซึ่งเมื่อเว็บไซต์ของคุณได้มีการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพมากพอจนมีผู้ใช้งานกดเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณเยอะขึ้น ก็จะไปดันให้ค่าที่เรียกว่า Organic Traffic หรือจำนวนผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Search Engine เพิ่มขึ้นและเมื่อเว็บไซต์ของคุณมียอด Organic Traffic ที่เยอะ เท่ากับโอกาสเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้กลายเป็นลูกค้าก็ทำได้ง่ายขึ้น การสร้างยอดขายให้กับธุรกิจของคุณก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ถือว่า SEO เป็นกระบวนการของการทำการตลาดออนไลน์ที่สำคัญมาก ๆ กับธุรกิจในยุคปัจจุบัน เราสามารถเริ่มต้นทำ SEO ง่าย ๆ โดยการทำ Local SEO ซึ่งสามารถอ่านได้ที่ วิธีทำ Local SEO สำหรับเว็บไซต์ Local Business เหมาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้าน

Google Ads VS SEO
ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Google Ads

3. SEO กับ Google Ads แตกต่างกันอย่างไร ?

แต่ในการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าแสดงผลของ Search Engine นั้นไม่ได้มีเพียงแค่การทำ SEO เท่านั้นถึงจะทำได้ คุณสามารถใช้งาน Google Ads (หรือชื่อเดิมคือ Adwords) ในการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ของหน้าการค้นหาได้เช่นเดียวกัน

โดย Google Ads จะมีความแตกต่างจาก SEO ตรงที่ Google Ads คือการซื้อพื้นที่โฆษณาในหน้าแสดงผลการค้นหาของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ บน Google (Paid Search) ส่วน SEO จะต้องอาศัยการปรับแต่งเว็บไซต์ไปเรื่อย ๆ โดยที่จะไม่มีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณาเด็ดขาด ซึ่งทาง Google Ads จะเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มฐานลูกค้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่อยากพึ่งการทำ SEO ที่จะต้องอาศัยเวลามากกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายพอสมควร

เพราะการใช้งาน Google Ads คุณต้องมีงบประมาณในการซื้อโฆษณา ที่ทุกครั้งเวลาที่มีคนคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์เราจากหน้าการค้นหาบน Google เราก็จะเสียเงินตามจำนวนคลิกของลูกค้าที่กดเข้ามานั่นเอง (PPC – Pay Per Click)

ซึ่งการซื้อโฆษณาผ่านทาง Google Ads นั้น เว็บไซต์ของคุณจะถูกแสดงผลบนส่วนบนสุดของหน้าการค้นหา เหนือกว่าเว็บไซต์ที่ทำ SEO แน่นอน โดยสังเกตง่าย ๆ ว่าเว็บไซต์ไหนที่มีการซื้อโฆษณาผ่าน Google Ads หน้า URL ของเว็บไซต์นั้น จะมีสัญลักษณ์ที่เขียนว่า Ad อยู่ด้านหน้าเสมอ ตามภาพตัวอย่าง

SEO VS Google Ads
ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Google Ads

4. วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO ควรพิจารณาจากอะไร ?

สำหรับใครที่กำลังมองหาบริษัทรับทำ SEO แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าในการพิจารณาบริษัทที่จะมารับทำ SEO ให้ธุรกิจของเรานั้นต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์อะไรบ้างหรือเราควรต้องรู้อะไรก่อน เราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้ว ดังนี้

  • เลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีผลลัพธ์

เชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังมองหาบริษัทรับทำ SEO โดยไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO ที่ถูกต้องมาก่อน ซึ่งคุณอาจโชคไม่ดี ไปเจอเจ้าที่ต้องการเอาเปรียบคุณขึ้นมา พอบริษัทรับทำ SEO เหล่านั้นอธิบายสารพัดเทคนิคในการโกงอันดับของ Google (หรือเทคนิคสายดำ) โดยพูดเอาแค่ด้านดีมาเสนอ แต่หารู้ไม่ว่าเทคนิคที่เขาเสนอมานั้นเป็นเทคนิคที่ล้าสมัยและมีความเสี่ยงที่จะโดน Google จับได้ ก็อาจจะหลงเชื่อได้ ซึ่งนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

ดังนั้นในการหาบริษัทรับทำ SEO คุณควรเช็กจากผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ของบริษัทนั้น ๆ ลองถามพวกเขาว่าเขามีวิธีการทำงานคร่าว ๆ อย่างไร เคยทำงานให้ธุรกิจเจ้าใดมาบ้างและมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร สร้างการเติบโตให้บริษัทที่มาจ้างได้มากน้อยแค่ไหน

  •  เรียนรู้พื้นฐานของการทำ SEO ก่อนเสมอ

ก่อนเริ่มต้นทำ SEO ผู้ที่ต้องการจ้างบริษัทรับทำ SEO ควรศึกษาถึงความหมาย ความสำคัญ รวมถึงเทรนด์การทำ SEO ในปัจจุบันก่อน ว่าขั้นตอนพื้นฐานเป็นอย่างไร, แล้วทำแบบไหนถึงผิดหลักการของ Google เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการทำ SEO เวลาที่ผู้ทำ SEO ลงมือทำคุณจะได้รู้รายละเอียดของแต่ละขั้นตอนว่ามีกระบวนการทำงานอย่างไร สิ่งที่บริษัทเหล่านั้นทำ เป็นเทคนิคที่ถูกต้องหรือไม่

ถ้าคุณมีความรู้ติดตัวไว้บ้าง ก็เป็นเรื่องยากที่คุณจะโดนบริษัทที่ไม่หวังดีหลอกลวง

  • ต้องปรึกษาข้อมูลได้ ให้ข้อเสนอแนะเราได้อย่างชัดเจน 

ในการหาบริษัทรับทำ SEO ที่ดีนั้น อีกหนึ่งเกณฑ์การพิจารณาก็คือเวลาที่คุณคุยหรือสอบถามข้อมูลด้านการทำ SEO นั้นเขาสามารถให้คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะกับคุณได้อย่างชัดเจนและถูกต้องหรือเปล่าถ้าพวกเขาแนะนำวิธีผิด ๆ หรือไม่ค่อยให้คำปรึกษาเรามากเท่าที่ควร ก็โบกมือลาบริษัทนั้นได้เลย

  • ติดตามผลงานได้ มีการทำ Report ให้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน

Report หรือรายงานสรุปผลการให้บริการประจำเดือนหรือสัปดาห์ ถือเป็นสิ่งสำคัญของการทำ SEO ที่บริษัทเหล่านั้นจะต้องทำให้คุณ เพราะจะทำให้คุณรู้ว่า ในการลงทุนเพื่อการทำ SEO ไปธุรกิจของเราได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง มีอันดับขยับมากน้อยเพียงใด เว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณเกินความจำเป็น ดังนั้นบริษัทรับทำ SEO ที่ดีจะต้องมีรายงานผลการให้บริการที่ครบถ้วนแก่ลูกค้าบ่อย ๆ เช่น Report โดยการใช้ข้อมูลจาก Google Search Console

  • มีสัญญาหรือข้อตกลงในการร่วมงานกันที่ชัดเจน

บริษัทรับทำ SEO ที่ดีนั้นควรต้องมีข้อตกลงหรือสัญญาจ้างที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน โดยในสัญญานั้นต้องระบุรายละเอียดในการทำงานทั้งหมดลงไปอย่างละเอียด รวมถึงลองค้นหาประวัติของบุคคลหรือบริษัทนั้น ๆ ดูว่ามีประวัติในการโกงหรือการทิ้งงานลูกค้าไหม เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาตามมาภายหลัง

5. ขั้นตอนการทำงาน SEO เป็นอย่างไร ?

ในการจ้างบริษัทรับทำ SEO นั้นสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่คุณควรต้องรู้ก็คือ คุณต้องรู้ขั้นตอนการทำงานของ SEO เพื่อในการคุยกับบริษัทหรือผู้ที่รับทำ SEO นั้นคุณจะได้รู้พื้นฐานการทำงานของ SEO ป้องกันการถูกหลอกลวงถึงจะทำให้คุณหาบริษัทรับทำ SEO ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด โดยจะมีสิ่งที่คุณต้องรู้ดังนี้

Google Search Process
กระบวนการทำงานของ Google แบ่งได้ 3 ขั้นตอน Crawling, Indexing, Ranking

5.1 กระบวนการทำงานของ Google

กระบวนการทำงานของ Google ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้นตอนคร่าว ๆ คือ

  • Crawling

Google จะทำการส่งหุ่นยนต์ Googlebot (หรือบางคนจะเรียกว่า Spider, Web Crawler) ออกไปเก็บข้อมูลตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่บนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก โดยหน้าที่ของ Googlebot นั้นจะเป็นตัววิ่งไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ผ่านลิงก์ที่เชื่อมโยงกันเพื่อวิเคราะห์แต่ละเว็บไซต์ว่า นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร และเว็บไซต์นั้น ๆ เกี่ยวข้องกับคำค้นหา (Keyword) คำว่าอะไรบ้าง

  • Indexing

จากนั้นเมื่อหุ่นยนต์ Googlebot  เก็บข้อมูลมาแล้วว่าแต่ละเว็บไซต์เกี่ยวข้องกับเรื่องใด มีคีย์เวิร์ดคำว่าอะไร ก็จะนำมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล (Indexing) โดยผ่าน Algorithm ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยทีมหลังบ้านของ Google เพื่อเป็นเหมือนลิ้นชักที่เอาไว้ใส่ประเภทของเว็บไซต์ทั้งหมดว่า แต่ละเว็บไซต์นั้น เกี่ยวข้องกับอะไร

  • Ranking & Result

ตัดภาพมาที่ผู้ใช้งาน เมื่อทำการค้นหาด้วย Keyword ไม่ว่าจะเป็นคำอะไรก็ตาม Google ก็จะแสดงผลการค้นหาเป็น List ของเว็บไซต์ที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างดีในฐานข้อมูล (Indexing) ซึ่งเว็บไซต์นั้นจะถูกจัดเรียงอันดับในหน้าการแสดงผลการค้นหา โดยมี Algorithm (ระบบการทำงานซับซ้อนที่จะเป็นตัวจัดอันดับเว็บไซต์บนหน้าแสดงผลการค้นหาของ Google) เลือกว่าเว็บไซต์ไหน จะได้อยู่อันดับอะไร โดยที่จะต้องตรงหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังค้นหามากที่สุด

และนี่ก็คือ 3 กระบวนการทำงานคร่าว ๆ ของ Search Engine ตัวหลักของโลกอย่าง Google ที่คุณควรทราบไว้เป็นอันดับแรก

5.2  Keyword Research

Keyword Research คือ กระบวนการในการค้นหา Keyword ที่ได้รับความนิยมของเหล่าผู้ใช้งาน ที่มักจะค้นหากันบ่อยใน Search Engine การทำ Keyword Research นั้นจะช่วยทำให้คุณรู้ว่าเวลาที่มีผู้ใช้งานต้องการค้นหาสิ่งใดเพิ่มเติม นอกจาก Keyword ที่คุณคิดไว้  (บางทีอาจเป็น Keyword ที่คุณคาดไม่ถึง) เพื่อที่คุณจะได้ผลิตคอนเทนต์บนเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์และดึงดูดกลุ่มคนเหล่านั้น สร้าง Traffic สู่เว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นกระบวนการสำคัญของการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

อีกทั้งยังเป็นการเช็กการแข่งขันของการทำ SEO ได้ด้วยเพราะในกรณีที่ Keyword นั้น ๆ มีการแข่งขัน แย่งพื้นที่อันดับ 1 กันสูง มีหลายเว็บไซต์ มีค่า Cost-Per-Click (CPC) สูง ถ้าคุณเป็นเว็บไซต์ใหม่ เพิ่งสร้าง โอกาสติดอันดับดี ๆ ก็จะยากหน่อย ดังนั้นคุณอาจจะลองทำ Keyword Research เพื่อหาไอเดียของคำค้นหาใหม่ (Keyword Ideas) ที่คุณคิดว่าน่าจะทำอันดับได้ดี

ตัวอย่างสถานการณ์เช่น หากเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์รับกำจัดปลวก ซึ่งหากคุณไม่เคยมีการทำ Keyword Research คุณอาจคิดว่า Keyword ของเว็บไซต์ก็คือ รับกำจัดปลวก แต่เมื่อคุณทำการ Research ดูแล้วพบว่ามีการแข่งขันสูง เว็บไซต์คุณไม่ติดแม้กระทั่งหน้าแรก ซึ่งในการ Research ครั้งนั้นคุณพบว่า Keyword “รับกำจัดปลวก ราคาถูก” มี Cost-Per-Click (CPC) ไม่สูงมาก แต่มี Search Volume อยู่ในเกณฑ์ดี คุณก็อาจลองปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์ในเว็บไซต์ ให้เพิ่ม Keyword ใหม่อย่าง “รับกำจัดปลวก ราคาถูก” ลงไปมากขึ้น เพื่อเข้ายึดพื้นที่อันดับต้น ๆ ในคำค้นหาใหม่นั่นเอง

โดยคุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทำ Keyword Research ได้เลย

Research Keyword neilpatel.com
ตัวอย่างการใช้โปรแกรม Research Keyword ของ neilpatel.com

บทความสอนการใช้ Ubersuggest

5.3 Technical SEO

Technical SEO คือกระบวนการทำ SEO ที่อาศัยเทคนิคในการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงตามความต้องการของ Google ซึ่งการทำ Technical SEO นั้นก็เพื่อให้ Google สามารถเข้าถึงโครงสร้าง (Structure) ของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นและทำให้บอทของ Google จัดเก็บข้อมูลเพื่อไปเป็นผลการค้นหาได้ โดยนักการตลาดมักจะเรียกวิธีนี้ว่า “การทำ SEO เชิงเทคนิค”

Technical SEO จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์และระบบหลังบ้าน ให้ง่ายต่อการเข้าถึงของ Google ไล่ตั้งแต่ปัจจัยที่คุณสามารถปรับแต่งเองได้เช่น Page Speed (ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์), Responsive Design (การออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงผลได้ทุกอุปกรณ์), Core Web Vitals (ปัจจัยการจัดอันดับจากประสบการณ์การใช้งานเว็บ) ไปจนถึงเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ด้านการเขียนโค้ดหรือด้านโปรแกรมเมอร์เช่น Sitemap, Structured Data, Internal Linking, Meta Robots tag เป็นต้น

PageSpeed Insights
การตรวจสอบ PageSpeed ด้วยโปรแกรม PageSpeed Insights

5.4 On-Page SEO

On-page SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์โดยอาศัยปัจจัยภายใน เป็นการปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์ภายในหน้าเว็บไซต์ทั้งหน้าหลักและหน้าอื่น ๆ ให้สร้างความเข้าใจต่อทั้ง Search Engine และผู้ที่เข้ามาค้นหาคำตอบ หรือเรียกอีกอย่างว่าการตรวจสอบ Search Intent เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์สามารถทำอันดับได้ดี (ติดหน้าแรก) เมื่อมีการค้นหาบน Search Engine โดยการทำ On-Page SEO ที่ดีนั้นจะต้องเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ใช้งานว่าเว็บไซต์ในแต่ละหน้านั้นเกี่ยวข้องกับอะไร หรือลองเล่นเครื่องมือการปรับ On-Page อย่าง Surfer SEO  ก็ช่วยการทำ SEO ได้เยอะเลยครับ

โดยวิธีการทำ On-Page SEO จะต้องอาศัยการปรับแต่งเว็บไซต์หลัก ๆ ดังนี้

  • การใส่ Keyword ของธุรกิจคุณลงไปการทำคอนเทนต์บนเว็บไซต์เสมอ
  • การปรับแต่ง Title tags , Meta Description ให้ตรงกับ Keyword ของเว็บไซต์ธุรกิจคุณ 
  • การทำรูปภาพและสื่ออื่น ๆ เข้าไปเพื่อเพิ่มคุณภาพของเว็บไซต์ ไม่ให้มีแต่ตัวหนังสือยาว ๆ  
  • การทำ Internal Links ให้เชื่อมลิงก์ไปยังหน้าเพจต่าง ๆ ของเว็บไซต์ จนเกิด Traffic วนในเว็บ
  • การสร้าง URL ของเว็บไซต์ตัวเอง 
  • การใส่ HTML Tags (H1, H2, H3..) เพื่อจัดอันดับความสำคัญของเนื้อหาในเว็บเพจ เพื่อให้เว็บไซต์ง่ายต่อการดึงข้อมูลเพื่อนำไปแสดงบน Featured Snippets หรือที่เรียกว่า Rank Zero
  • การวางคีย์เวิร์ดโดยการใส่คีย์เวิร์ดที่เป็นคำพ้องความหมาย หรือคำที่เกี่ยวข้องกับคำหลักอย่างใกล้ชิด เช่น LSI Keywords
Focus Keyword On-Page SEO
การปรับแต่ง On-Page คือส่วนที่เราสามารถปรับแต่งได้เองบนเว็บไซต์

5.4 Off-Page SEO

Off-Page SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์โดยอาศัยปัจจัยจากภายนอก เป็นการทำให้อันดับเว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับการค้นหาที่ดีขึ้นในหน้าการแสดงผล โดยวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การทำ Backlink เชื่อมลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ส่งกลับมาหาเว็บของเรา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนการที่มีคนบอกต่อหรือแนะนำเกี่ยวกับธุรกิจของเรา ในเว็บไซต์ของพวกเขาเอง

ในทาง SEO วิธีนี้จะช่วยให้ Google ยอมรับว่าเว็บไซต์คุณเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ มีผลต่อการจัดอันดับบนหน้าการค้นหา อีกทั้งยังทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักและมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นอีกด้วย (เพราะอยู่ในอันดับดี + มีการกล่าวถึงในเว็บไซต์อื่น ๆ) เทคนิคที่น่าสนใจสำหรับการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูง ๆ การได้ Backlink จากหลาย ๆ ช่องทางค่อนข้างสำคัญ เช่น การทำ PBN (Private Blog Network) , advertorial, PR, guest blogging

สำหรับเทคนิคในการทำ Off-Page ยังมีเรื่องน่ารู้อีกมากครับ อย่างประเด็นที่จะถูกพูดถึงอย่าง Nofollow Link เองก็เป็นสิ่งที่อาจต้องเรียนรู้เอาไว้ ก่อนจ้างบริษัทรับทำ SEO

Backlink SEO
Backlink คือการสร้าง Link เชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ A Link ไปยัง เว็บไซต์ B

6. ประเมินราคาการทำ SEO

วิธีการประเมินราคาในการจ้างทำ SEO นั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของโปรเจ็กต์ การแข่งขัน ความยากง่ายของธุรกิจ ถึงแม้จะเป็นธุรกิจที่ได้รับมูลค่าหรือมีมูลค่าสูง แต่ถ้าบริษัทรับทำ SEO ประเมินแล้วการแข่งขันค่อนข้างต่ำ หรือมีเว็บไซต์ที่แข็งแรงอยู่แล้วก็จะคิดราคาไม่แพงมาก ส่วนใหญ่แล้วราคาจะอยู่ประมาณ 20,000 – 30,000 บาทในเคสทั่วไป 

แต่ถ้าโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่หรือฝั่งเราไม่มีอะไรไปเลย ต้องการจ้างบริษัทรับทำ SEO ให้ช่วยเริ่มต้นทั้งหมดจะอยู่ที่ 50,000 – 100,000 หรือสูงขึ้นไปอีก ขึ้นอยู่กับขอบเขตของงานที่ได้มีการว่าจ้างกัน

*ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้อีกตามขนาดโปรเจ็กต์และการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

7. ผลลัพธ์ของการทำ SEO อยู่ตลอดไปไหม ?

ผลลัพธ์ของการทำ SEO หรืออันดับของเว็บไซต์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจาก Google นั้นจะมีการอัปเดต Algorithm อยู่บ่อย ๆ ซึ่งในการอัปเดต Google Algorithm ในแต่ละครั้งนั้นก็จะส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บนหน้า Search Engine เสมอ เดือนนี้เว็บไซต์คุณอาจเป็นอันดับ 1 แต่อีก 2 เดือนต่อมาเว็บไซต์ของคุณอาจหล่นไปอยู่อันดับ 3 ก็เป็นได้ (ในปี 2020 มีการอัปเดตใหญ่ไป 3 ครั้ง)

ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าการทำ SEO ควรเป็นสิ่งที่ธุรกิจหรือเจ้าของเว็บไซต์ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เว็บไซต์ยืนระยะในอันดับต้น ๆ ของหน้าการค้นหา (SERP) อยู่ตลอด

8. ระยะเวลาในการทำ SEO นานไหม ?

ปกติแล้วระยะเวลาในการทำ SEO ให้เห็นผลชัดเจนนั้นจะต้องใช้เวลาราว 3-6 เดือนเป็นอย่างต่ำ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การทำบทความในเว็บไซต์ , จำนวนเว็บไซต์คู่แข่ง , ความยากง่ายของ Keyword มีการแข่งขันสูงไหม , อายุและระบบหลังบ้านเชิงเทคนิคของเว็บไซต์ , ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หรือปัจจัยอื่น ๆ ยิ่งถ้าคุณมีคู่แข่งเยอะ มี Keyword ที่มีการแข่งขันสูงก็ต้องใช้เวลาบวกเพิ่มเข้าไป แต่ถ้าเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันไม่สูงมากก็จะใช้เวลาน้อยลงมาหน่อย (บางทีแค่เดือนเดียวก็ยึดอันดับ 1 ได้แล้ว)

เพราะการทำ SEO นั้นเป็นเหมือนการเล่นเกมกับ Google ดังนั้นต้องใจเย็น ใช้เวลาในการรอคอยผลลัพธ์พอสมควร ดังนั้นวันนี้เริ่มก่อน ก็ได้เปรียบก่อนชัวร์ ๆ 

9. เทคนิคการทำ SEO ที่ถูกต้อง 

เทคนิคการทำ SEO ที่ถูกต้องและได้ประสิทธิภาพนั้น มีด้วยการหลายเทคนิค แต่ในบทความนี้เราจะยกตัวอย่างเทคนิคยอดนิยมที่ไม่ซับซ้อน เพื่อให้คุณทำความเข้าใจในระดับเบื้องต้นได้ก่อน 5 เทคนิค ดังนี้

  • เลือก Keyword ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของธุรกิจ

บางครั้งสาเหตุที่การทำ SEO ของบางธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จก็มาจากการดันทุรัง ใช้ Keyword ที่มีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้นหากคุณยังไม่พร้อมที่จะไปแข่งขันกับเว็บไซต์รายใหญ่ ก็หันมาเลือกใช้ Keyword แบบ Longtail Keyword (คำค้นหาที่เฉพาะเจาะจงขึ้น) ก็อาจช่วยได้ เข่นหากเดิมทีเว็บไซต์ของคุณใช้ Keyword การค้นหาว่า “ขายรถมือสอง” แล้วได้ Organic Traffic ไม่ดี คุณอาจลองเปลี่ยนไปใช้คำที่เจาะจงมากขึ้นเช่น “ขายรถมือสอง ราคาถูก” “ขายรถมือสอง ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก” เพื่อยึดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาด้วย Keyword เหล่านั้น

  • ปรับแต่ง Title Tags, Meta Description ให้ดึงดูดผู้ใช้งาน

ไม่ว่าจะเป็น Title Tags ที่มีความเกี่ยวข้องกับค่า CTR (Click-Through Rate) เมื่อเว็บไซต์ติดอยู่บนหน้าผลการค้นหาของ Google หรือ Meta Description สิ่งที่คุณต้องทำอันดับแรกคือต้องใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์คุณเสมอ เพราะการใส่ Keyword ของธุรกิจลงไปใน Title Tags หรือ Meta Description นอกจากจะช่วยให้ Search Engines หาเว็บไซต์คุณเจอได้ง่ายขึ้นเมื่อมีการค้นหาแล้ว ยังทำให้ในมุมผู้ใช้งานได้รู้ว่าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวข้องกับอะไร ตรงกับความต้องการค้นหาของพวกเขามากน้อยแค่ไหน

  • หมั่นอัปเดตเว็บไซต์ สร้างคอนเทนต์ลงเว็บอยู่เสมอ

ถ้าคุณไม่ได้มีการอัปเดตคอนเทนต์อะไรลงในเว็บไซต์เลย หรือพูดง่าย ๆ ว่าปล่อยให้เว็บไซต์ร้างเป็นเวลานาน Algorithm ของ Google ก็จะลดอันดับเว็บไซต์ของคุณลงไปเรื่อย ๆ (ถ้าเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันสูง) ดังนั้นวิธีที่คุณทำได้ก็คือ คุณต้องหมั่นอัปเดตคอนเทนต์เพื่อสร้างหน้าเพจใหม่ ๆ บนเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้ Google มองเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณยัง Active อยู่ (เกี่ยวข้องกับการสร้าง Internal Link เต็ม ๆ)

  • มีภาพประกอบด้วย ช่วย SEO ได้

การที่เว็บไซต์มีภาพประกอบคอนเทนต์ก็เป็นอีกเทคนิคที่ช่วยทำให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากจะใช้ดึงดูดความสนใจได้แล้ว คุณยังสามารถใส่ Tags รูปภาพหรือ Alt Tags ที่เป็นเหมือนป้ายติด Keyword ของรูปภาพ ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหารูปภาพของเว็บไซต์คุณเจอได้ง่ายขึ้น โดยแนะนำว่าไฟล์ภาพต้องมีขนาดไม่เกิน 100 KB จะได้โหลดเร็ว ไม่ทำให้เว็บไซต์ช้า (ถ้าเว็บไซต์โหลดช้า ทำ SEO พังได้เลย)

  • มี Quality Partner แลกบทความ Backlink

ถ้าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์หลายเว็บคุณควรหา Quality Partner หรือพาร์ทเนอร์คุณภาพที่มีเว็บไซต์เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณ ไว้สำหรับการแลก Backlink ซึ่งกันและกัน (ช่วยทำ Off-Page SEO) โดยข้อดีของการหา Quality Partner คือ ทำให้คุณไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ Backlink จากพ่อค้าหัวใส ช่วยประหยัดงบประมาณได้มากขึ้น แถมอาจได้พาร์ทเนอร์ในการร่วมทำธุรกิจเพิ่มด้วย วินวินทั้งเราและพาร์ทเนอร์

10. ข้อห้ามในการรับทำ SEO

ที่สำคัญในการหาบริษัทรับทำ SEO นั้นคือ พยายามหลีกเลี่ยงใช้งานบริษัทที่พูดถึงเทคนิคทางลัดต่าง ๆ ที่บริษัทเหล่านั้นนำมาเสนอ เช่น ติดหน้าแรกภายในระยะเวลาไม่นาน หรือที่เราอาจเคยได้ยินว่า “การทำ SEO สายดำ” ที่จะเป็นการทำ Backlink ให้กับเว็บไซต์คุณโดยใช้เว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพหลาย ๆ เว็บไซต์มาช่วย ซึ่งวิธีนี้ช่วยทำให้เว็บไซต์คุณติดอันดับต้น ๆ ได้จริงและเร็วด้วย

แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเพราะถ้า Google ตรวจเจอว่าเว็บไซต์ของคุณใช้เทคนิคผิดระเบียบ Google อาจลงโทษลดอันดับเว็บคุณลง หรือขั้นร้านหน่อย Google ก็อาจกำจัดเว็บไซต์ของคุณออกไปได้เลย นั่นเท่ากับทุกอย่างที่สร้างมา = 0 ในชั่วพริบตา

ดังนั้นแนะนำว่าให้คุณอย่าไปสนใจบริษัทที่ใช้งานเทคนิคผิด ๆ แบบนี้และมองหาบริษัทที่รับทำ SEO ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง เช่น การปรับแต่งองค์ประกอบของเว็บไซต์, การใช้ Keyword ที่ดี, การสร้างคอนเทนต์คุณภาพ หรืออื่น ๆ จะเป็นผลดีต่อธุรกิจมากกว่า แม้ต้องใช้เวลารอคอยสักหน่อย แต่ถ้าใช้วิธีที่ถูกต้องตามหลักของ Search Engine สุดท้ายผลลัพธ์เว็บไซต์ของคุณก็จะได้อันดับที่ดีและยืนระยะบนหน้าการค้นหาได้ในระยะยาว

แชร์บทความนี้!

0 0 โหวต
ให้คะแนนบทความ
การติดตาม
แจ้งเตือน
guest
0 ความคิดเห็น
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด