BERT algorithm บน Google Search อัปเดตครั้งใหญ่ สิ่งที่คุณควรรู้ เพื่อการทำ SEO

แชร์บทความนี้!

เข้าใจทุกเรื่องเกี่ยวกับ BERT การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Google Search นี่คือการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การค้นหา กับความอยากรู้ของผู้คนอันไม่มีที่สิ้นสุด, หัวใจหลักของการค้นหา คือ การเข้าใจภาษา เป็นหน้าที่ของ Google ในการค้นหาสิ่งที่คุณกำลังค้นหาและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากเว็บไซต์ ไม่ว่าคุณจะสะกดหรือผสมผสานคำต่าง ๆ ในการค้นหาของคุณ ในรูปแบบใด

กูเกิล ทำการปรับปรุงความสามารถในการทำความเข้าใจภาษาของมนุษย์อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่บางครั้งก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อความค้นหาที่ซับซ้อนหรือแบบบทสนทนา ในความเป็นจริงผู้คนมักใช้ Keyword ที่พวกเขาคิดว่า กูเกิล จะเข้าใจ แต่บางครั้งเอง กูเกิล ก็ไม่สามารถเข้าใจคำเหล่านั้นได้ดีนัก เนื่องจากเป็นคำที่เป็นธรรมชาติในแบบของมนุษย์มากเกินไป ซึ่งมนุษย์ด้วยกันอาจสามารถเข้าใจได้ง่าย แต่ไม่ใช่สำหรับเครื่องมือค้นหา

BERT เริ่มถูกใช้งานบน Google Search ตั้งแต่ตอนไหน ?

BERT เริ่มเปิดตัวในระบบการค้นหาของ กูเกิล ในวันที่ 21 ตุลาคม 2019 สำหรับคำค้นหาภาษาอังกฤษ รวมถึง Featured Snippets, ปัจจุบัน ขยายการอัปเดต ไปยัง 70 ภาษาทั่วโลก (ตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2019) รวมทั้งภาษาไทย

BERT

Google BERT คือ ?

BERT (เบิร์ต) ย่อมาจาก Bidirectional Encoder Representations from Transformers คือ เทคนิคการใช้เครือข่ายประสาทสำหรับการประมวลผลภาษาธรรมชาติก่อนการเรียนรู้, เพื่อช่วยให้ กูเกิล เข้าใจบริบทของคำในข้อความค้นหาได้ดียิ่งขึ้น

แทนที่จะพิจารณาคำในประโยคแบบหนึ่งต่อหนึ่งตามลำดับ BERT สามารถพิจารณาบริบททั้งหมดของคำด้วยการดูคำที่มาก่อนและหลังได้ มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทำความเข้าใจเจตนาที่อยู่เบื้องหลังข้อความค้นหาของผู้ใช้

กูเกิล ได้ทำการ Open Source โครงข่ายประสาทเทียมนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2018 ซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถใช้ เบิร์ต เพื่อการฝึกฝนระบบการประมวลผลภาษาของตัวเองได้ สำหรับการตอบคำถามหรืองานอื่น ๆ

BERT ทำงานยังไง ?

Google กล่าวว่า เบิร์ต จะมีผลต่อ 10% ของคำค้นหาทั้งหมด กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ มีโอกาสมากที่จะมีผลกระทบกับไซต์ของคุณ (เฉพาะเว็บภาษาอังกฤษในตอนนี้), การทำงานของเบิร์ตจะเน้นไปที่ “คำค้นหาแบบยาว” “คำค้นหาที่เป็นบทสนทนา” หรือการค้นหาที่มีคำบุพบท เช่น “for” และ “to” ที่มีความหมายมากมายในบริบทที่ต่างกัน, เบิร์ต จะสามารถเข้าใจบริบทของคำในข้อความค้นหาของคุณได้ ทำให้คุณสามารถใช้คำค้นหาได้แบบเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นสำหรับมนุษย์

ในการปรับปรุงเหล่านี้ กูเกิล ได้ทำการทดสอบมากมายเพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีประโยชน์จริง ๆ นี่คือตัวอย่างบางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงถึงความสามารถของ เบิร์ต ในการทำความเข้าใจเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการค้นหาของคุณ

สมมติว่าคุณค้นหา “2019 brazil traveler to usa need visa” (2019 นักท่องเที่ยวชาวบราซิลไปยังสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องมีวิซ่า)

BERT Query
ภาพจาก: blog.google

 

ก่อนมี เบิร์ต ผลลัพธ์ที่ได้คือ US citizens can travel to Brazil without a visa (คนอเมริกันสามารถเดินทางไปบราซิลได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า), ลองดูผลลัพธ์ที่ได้หลังมี เบิร์ต จะเห็นได้ว่ามันแตต่างกันอย่างมาก ผลลัพธ์ไม่ได้เกี่ยวกับคนอเมริกันที่จะไปบราซิล แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนจากบราซิลที่เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งตรงตามความต้องการของผู้ค้นหามากกว่า

สมมติว่าคุณค้นหา “do estheticians stand a lot at work” (ทำสุนทรียะ ยืนมากไปในที่ทำงาน)

BERT Query Estheticians
ภาพจาก: blog.google

 

ก่อนมี เบิร์ต ระบบของกูเกิลเคยคิดว่า “stand” (ยืน) เหมือนกับ “stand-alone” (ยืนอยู่คนเดียว) ซึ่งนั่นไม่ถูกต้อง – แต่ตอนนี้มันเข้าใจแล้วว่า คำว่า “stand” (ยืน) มีบริบทเกี่ยวกับความต้องการทางกายภาพกับการทำงาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ มันเข้าใจว่า ผู้ค้นหามีความเหนื่อยล้าจากการทำงาน

สมมติว่าคุณค้นหา “can you get medicine for someone pharmacy” (คุณสามารถซื้อยาสำหรับบางคนที่ร้านขายยา)

BERT Query Medical
ภาพจาก: blog.google

 

เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ใหม่มีความเกี่ยวข้องมากกว่า – ด้วยรูปแบบ เบิร์ต สามารถเข้าใจได้ดีขึ้นว่า “for someone” (สำหรับบางคน) เป็นส่วนสำคัญของการค้นหานี้ ในขณะที่ก่อนหน้านี้กูเกิลเข้าใจความหมายคลาดเคลื่อน ซึ่งทำให้ได้ผลลัพธ์ทั่วไปที่เกี่ยวกับการกรอกใบสั่งยาแทน

สมมติว่าคุณค้นหา “math practice books for adults” (หนังสือฝึกคณิตศาสตร์สำหรับผู้ใหญ่)

BERT Query Book
ภาพจาก: blog.google

 

ในขณะที่ผลลัพธ์ก่อนหน้านี้จะรวมหนังสือในหมวดหมู่ “Young Adult” (คนหนุ่มสาว) เข้าไปด้วย – แต่ BERT สามารถเข้าใจได้ดีกว่าว่า “Adult” นั้นตรงกับบริบทใดในที่นี้และเลือกผลลัพธ์ที่มีประโยชน์มากขึ้นมาแสดงต่อผู้ใช้

สมมติว่าคุณค้นหา “parking on a hill with no curb” (จอดรถบนเนินเขาที่ไม่มีขอบ)

BERT Query Parking

ภาพจาก: blog.google

ในอดีตการสืบค้นเช่นนี้จะทำให้ระบบของ กูเกิล สับสน – ระบบจะให้ความสำคัญมากกับคำว่า “curb” (ขอบ) และไม่สนใจคำว่า “no” (ไม่) ไม่เข้าใจว่าคำนี้สำคัญเพียงใดในการตอบคำถามอย่างเหมาะสม ดังนั้นระบบจึงส่งคืนผลลัพธ์สำหรับการจอดรถบนเนินที่มีขอบถนน แต่ตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว !

การปรับกลยุทธ์ SEO ให้ตอบรับกับ เบิร์ต

ทำให้เนื้อหาของคุณมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

โดยทั่วไปการสร้างเนื้อหาแบบยาวเป็นพิเศษเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการติดอันดับ เรามักจะเห็นว่าเนื้อหาแบบยาวจำนวนมากจัดอยู่ในอันดับที่ดีบน กูเกิล แต่อัลกอริทึมของ กูเกิล ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การนับจำนวนคำ พวกเขาเน้นไปที่ “คุณภาพของเนื้อหา”

ลดการกระจายความหนาแน่นของ Keyword

การกระจายความหนาแน่นของคำหลัก หรือ Keyword Density เป็นสิ่งที่เรามักทำกันอยู่แล้วเมื่อเขียนเนื้อหา แต่ในอนาคต ความหนาแน่นของคำหลักจะมีความสำคัญน้อยลง เนื่องจาก Google เข้าใจบริบทของเนื้อหาที่คุณกำลังเขียนได้ดีขึ้น

โอกาสของ SEO ที่มาพร้อมกับ เบิร์ต

สร้างเนื้อหาที่เจาะจง ตอบคำถามได้รวดเร็วและมีประโยชน์

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว มันเกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง ในหัวข้อที่คุณเขียน ไม่จำเป็นต้องสร้างหน้าเว็บที่มีเนื้อหายาวมาก ๆ ที่พูดถึงรายละเอียดปลีกย่อยมากเกินไป ใช้โอกาสนี้ในการสร้างเนื้อหาที่สามารถตอบคำถามของผู้ค้นหาได้แบบรวดเร็วและให้คุณค่ามากที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งของคุณ นอกจากนี้ อย่าลืมสร้างเอกลักษณ์และความน่าดึงดูดให้กับเนื้อหาของคุณด้วย เช่น การใช้วิดีโอ รูปภาพ ไปจนถึงไฟล์เสียง สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่า

ใช้ประโยชน์จาก Long-Tail Keyword ได้มากขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบัน ว่าผู้ใช้มักทำการค้นหาด้วยข้อความค้นหาในรูปแบบของ คำถาม, คำค้นหาแบบยาว และบทสนทนา การใส่ Long-Tail ไว้ในเนื้อหาของคุณจะช่วยให้คุณติดอันดับในคีย์เวิร์ดแบบยาว (Long-Tail Keyword) และคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง (Related Keyword) มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้คีย์เวิร์ดหลัก (Main Keyword) มีอันดับที่ดีตามไปด้วย

ใช้ประโยชน์จาก Rich Snippets ได้มากขึ้น

การใช้ Structure Data ช่วยให้คุณสามารถกำหนด ริช สนิปเปต ที่ดึงดูดสายตาของผู้ใช้งานบนหน้าแสดงผลการค้นหาได้ นอกจากนี้ยังมี ริช สนิปเปต บางประเภทที่สามารถตอบคำถามหรือให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วทันใจบนหน้าแสดงผลการค้นหา เช่น Recipe, FAQ และ Q&A เป็นต้น

สรุป

การอัปเดตครั้งนี้มีประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้งานและเจ้าของเว็บไซต์ เบิร์ต จะช่วยยกคุณภาพของผลลัพธ์การค้นหาและการสร้างเนื้อหาขึ้นไปอีกขั้น

เป็นเรื่องดีที่เราจะรู้และเตรียมตัวรับมือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หลังจากการอัปเดต ปริมาณการค้นหาของคุณอาจจะลดลงเล็กน้อย แต่นั่นเป็นสิ่งที่จะแจ้งให้คุณได้ทราบว่าควรปรับปรุงเนื้อหาของตัวเองได้แล้ว เพื่อให้ตอบรับกับอัลกอริทึมของ กูเกิล, เมื่อคุณปรับปรุงเนื้อหาของคุณอย่างถูกต้องแทรฟฟิคเหล่านั้นจะกลับมาเองและเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเนื้อหาของคุณจะถูกส่งไปแสดงผลให้กับผู้ใช้งานที่ต้องการมันจริง ๆ นอกจากนี้จะยังส่งผลให้ อัตราตีกลับ (Bounce Rate) บนหน้าเว็บลดลงอีกด้วย

สำหรับบทความนี้ ขอตัวลาไปก่อนครับ แล้วพบกันใหม่คราวหน้า

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก: blog.google

แชร์บทความนี้!

0 0 โหวต
ให้คะแนนบทความ
การติดตาม
แจ้งเตือน
guest
0 ความคิดเห็น
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด